วันจันทร์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

เรื่อง ขี้ ขี้

วันนี้เจ้าของบล็อกได้ประสบพบเจอมากับตัว
เลยนึกถึงความรู้หนึ่งขึ้นมาได้



เพราะอะไรจึง

ขี้แตก

โอ้โห เห็นชื่อก็แสบตูดละ 



ปกติแล้วเซลล์ที่ผนังลำไส้ของเราเนี่ยก็จะมีการเรียงตัวแนบชิด สนิทสนมกลมเกลียวกัน
ก็เพื่อเวลาที่ดูซึมสารต่างๆ ไปแล้ว สารเหล่านั้นจะไม่ไหลย้อนกลับเข้าไปในลำไส้
ทำหน้าที่คล้ายๆผ้าอนามัยนั่นแหละ
และที่ขาดไม่ได้ของผ้าอนามัยนั่นก็คือ!!!

มันต้องมีปีก

ไอ้เซลล์ผนังลำไส้ (Enterocyte) ของเราก็ไม่น้อยหน้านะ มันก็มีปีกเหมือนกันนี่แหละ
แต่ปีกของมันไม่ได้เอาไว้กระพือ พึ่บพั่บ พึ่บพั่บ แต่อย่างใด

เจ้าปีกนี้มันจะไปยึดอยู่กับปีกของเซลล์ข้างๆ เพื่อให้เซลล์ที่เรียงตัวแน่นอยู่แล้ว ให้เรียงตัวแน่นขึ้นไปอีก
ถ้าเทียบง่ายๆ ก็เหมือนกับผ้าที่เย็บติดกันแน่นๆ นั่นเอง


ทำไมเซลล์ถึงต้องมีปีกหนะเหรอ
การที่เซลล์มาเรียงต่อข้างๆกัน เดี๋ยวซักพักมันก็จะไหล จะย้วย จะห่างออกจากกัน
เพราะฉะนั้น มันจะต้องมีอะไรมายึด สิ่งพวกนี้เราเรียกมันว่า Junction (แปลว่าการเชื่อมต่อ)
junction นี้ก็จะมีหลายๆ แบบตามรูปที่เห็นด้านบน 
แต่ตัวสำคัญที่ถ้าเสียไปแล้วจะทำให้เป็น Diarrhea (ขี้แตกนั่นแหละ) คือตัวที่เรียกว่า tight junction

Tight junction นี้จะเป็น junction ที่จะยึดเซลล์สองเซลล์ให้แน่น (tight แปลว่าแน่น)
แล้วถ้ามันยึดไม่แน่นจะเป็นยังไง??

เซลล์สองเซลล์ที่เรียงติดกัน มันก็จะมีช่องว่างระหว่างเซลล์อยู่ ทำให้สารรั่วซึม(Leak) ออกมาตามช่องนี้
แต่ tight junction จะดึง cell membrane มาแล้วเย็บให้ติดกัน เหมือนรูปด้านบน

แต่ถ้าร่างกายเราได้รับเชื้อที่ทำให้เป็น Diarrhea เข้ามาแล้ว เชื้อเหล่านี้จะสร้างโปรตีนตัวหนึ่งชื่อว่า gluten ไปกระตุ้นให้ tight junction นี่ขาดออกจากกัน จึงเป็นสาเหตุให้สมดุลการดูดซึมเสียไป
ต้องรอจนกว่าร่างกายเราจะกำจัดเชื้อและgluten เหล่านี้ไปให้หมดเสียก่อน tight junction จึงกลับมาทำหน้าที่ได้ปกติอีกครั้ง

 เชื้อที่พบได้บ่อยก็อย่าง
กลุ่ม แบคทีเรีย - Shigella dysenteriae (บิดไม่มีตัว), Salmonella enterica (ไทฟอยด์)
กลุ่มโปรติสต์ - Giardia lambliaEntamoeba histolytica

ความจริง Diarrhea มีหลายชนิดย่อยลงไปอีก และสาเหตุก็มีมากมายหลากหลาย
สามารถหาความรู้เพิ่มเติมได้จาก

วันพุธที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2556

แชร์ข้อสอบเรื่อง linked-gene

ข้อสอบถามว่า

การผสมพันธุ์ระหว่างจีโนไทป์ในข้อใด สามารถบอกได้ว่ายีนคู่ A และ B แยกออกจากกันอย่างอิสระ

1. AaBb x aabb 2. AABB x aabb 3. Aabb x aaBb 4. AAbb x aaBB

คิดออกกันมั้ยเอ่ย

กรณีนี้ถามว่าข้อไหนไม่มีโอกาสเป็น linked-gene
ถ้าเป็น linked-gene มันจะติดกันหมด เช่น
ข้อ1 Aคู่กับ B เสมอ aคู่กับb เสมอ
ข้อ2 Aคู่B เสมอ aคู่b เสมอ
ข้อ4 Aคู่b เสมอ aคู่B เสมอ
3 ข้อนี้จึงเป็น linked-gene ครับ
เหลือข้อ 3 ที่ไม่เป็น linked-gene

เพราะฉะนั้นตอบข้อ 3 ครับ

ไปเจอข้อสอบมา อยากแชร์

ข้อใดเกี่ยวข้องกับการมีลำดับของนิวคลีโอไทด์ในดีเอ็นเอของสิ่งมีชีวิตแตกต่างกัน
ก. สิ่งมีชีวิตมีฟีโนไทป์ต่างกัน ข. มีวิวัฒนาการเกิดขึ้น ค. มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างสิ่งมีชีวิต

1. ก,ข 2. ข,ค 3. ก,ค 4. ก,ข,ค
คนส่วนใหญ่ตอบข้อ 1. ก,ข ถูก

แต่ในความเห็นเราตอบ ข้อ 3 ครับ
นิวคลีโอไทด์ต่างกัน ก็จะมีฟีโนไทป์ต่างกัน ข้อนี้ถูก (แต่ไม่เสมอไปนะ ลำดับเบสต่างแต่ให้ฟีโนไทป์เหมือนกันก็มี)

มีวิวัฒนาการ อันนี้ไม่ใช่ครับ วิวัฒนาการเกิดจากการที่ลำดับเบสเปลี่ยนไปเรื่อยๆ (คือลำดับเบสเปลี่ยนค่อยเกิดวิวัฒน์ แต่โจทย์ข้อนี้ถามว่าต้องลำดับเบสต่างจึงเกิดอะไรตามมา)

มีความสัมพันธ์ใกล้ชิด ข้อนี้ถูก สิ่งมีชีวิตคล้ายกัน มีลำดับเบสเบสต่างกันนิดหน่อย ก็หมายความมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกัน เช่น หมา สปีชี่ส์เดียวกัน แต่สายพันธ์ต่างกัน (โกลเด้น พิทบูล ชิวาว่า หมาบ้านทุกตัวเป็นสปีชี่ส์เดียวกัน) คือลำดับเบสที่ต่างทำให้เกิดความใกล้ชิดทางวิวัฒนาการ

(ขอบคุณเพจ BioMastery ในเฟสบุคด้วยครับ)

เด็กวิทย์ หัวศิลป์






คนเรามีสมองอยู่สองซีก ซ้ายและขวา
ในด้านการเคลื่อนไหว สมองซีกซ้ายควบคุมร่างกายด้านขวา สมองซีกขวาควบคุมร่างกายด้านซ้าย
ด้านความคิด สมองซีกซ้ายควบคุมความคิดเป็นเหตุเป็นผล ตรรกะ
ส่วนสมองซีกขวาควบคุมความคิดที่ใช้อารมณ์ ความต้องการพื้นฐาน เป็นหลัก

เราเชื่อว่านักอ่านหลายๆ คนพอได้อ่านแล้วก็จะบอกว่า กูรู้แล้ววว มันเป็นที่มาของคำว่า หัววิทย์หรือหัวศิลป์นี่ไงหละ คนเราเกิดมาสมองฝั่งหนึ่งจะถูกพัฒนามากว่าอีกฝั่ง แล้วเชื่อมการทำงานของสมองสองฝั่งด้วยสมองส่วนที่ชื่อว่า Corpus Callosum นั่นอย่างไร
(วะฮะฮะฮ่าาา ฉลาดจริงๆกู)

แต่ถ้าเราบอกว่า มีคนที่เก่งทั้งวิทย์ เก่งทั้งศิลป์หละ!!!!   จะเชื่อเรารึเปล่า

ในวงการวิทยาศาสตร์ สาขาชีววิทยานั้น จะต้องมีการเก็บตัวอย่างทางวิทยาศาสตร์ เพื่อนำไปศึกษาโครงสร้าง รูปร่างหน้าตา หรือทำการระบุชื่อ(ทางวิทยาศาสตร์) 

แต่ถ้าไม่สามารถเก็บตัวอย่างได้หละ!!!   (ฉิบหายหละสิ)  (=..=!)

ทำไงดีครับ

ถ้าเป็นสมัยนี้ก็แน่นอนครับ ถ่ายรูปครับ หึหึ (สมาร์ทโฟน กล้องถ่ายรูป 360องศาหนะใช้เข้าไปสิยะหล่อน)
แต่การถ่ายรูปก็มีข้อจำกัดครับ อาจจะมืดแล้วถ่ายไม่ได้ อยากถ่ายให้องค์ประกอบทุกอย่างอยู่ในเฟรมเดียวก็ทำไม่ได้ ตัวอย่างที่ถ่ายเริ่มเหี่ยวแล้ว(ดอกไม้นะ ไม่ใช่ที่ไปด้วยกัน)แต่อยากถ่ายสวยๆ ทำไงดี

ทำไงดีครับ

วาดรูปครับ

วงการวิทยาศาสตร์จึงเกิดคำว่า Science Illustration (การวาดรูปทางวิทยาศาสตร์) ขึ้นมา
 การวาดรูปทางวิทยาศาสตร์ก็เหมือนการวาดรูปแบบจิตรกรนั่นแหละครับ ใช้เทคนิค วิธีเดียวกันเพียงแต่แนวคิดคนละแบบ
การวาดรูปทั่วไปจะเน้นความสวยงาม การจัดองค์ประกอบภาพที่ดึงสายตาเข้าหาจุดเด่น
ส่วนการวาดรูปทางวิทยาศาสตร์นั้น เน้นความสวยงามเหมือนกันครับ แต่ต้องเหมือนจริงด้วย เหมือนจริงที่สุดเท่าที่จะทำได้ และเก็บรายละเอียดส่วนต่างๆ ของวัตถุที่ศึกษาไว้ครบถ้วน กล้ามเนื้อแต่ละมัด เกสรแต่ละเส้นต้องเหมือนจริง



ข้อดีของการวาดรูปคือเราสามารถตกแต่งรูปให้สวยงามได้ตามที่ต้องการ เราสามารถปรับองค์ประกอบภาพได้ ซึ่งมีความยืดหยุ่นมากกว่าการถ่ายภาพ แต่อาจจะต้องเสียเวลากับมันซักหน่อย (แต่ถ้ามืออาชีพ ก็ใช้เวลาไม่นานเลย บางรูปไม่ถึง 5 นาทีก็เสร็จแล้ว)

แล้วคนที่มาวาดรูปนี่ไม่ใช่จิตรกรนะครับ เป็นนักวิทยาศาสตร์เองนั่นแหละ ที่นักวิทย์ต้องวาดเองเพราะเขารู้ว่าต้องวาดตรงไหนบ้าง ตรงไหนควรเก็บรายละเอียด เช่นแมลงสองสายพันธุ์คล้ายกันมาก แต่ต่างกันที่โคนปีกนิดหน่อย นักชีวะก็จะรู้ แต่ถ้าเป็นจิตรกรคงไม่มีความรู้ด้านนี้

นี่จึงกลายเป็นที่มาของ เด็กวิทย์ หัวศิลป์ นั่นเอง

ที่ประเทศไทยงานสาขานี้มีเรียนมาเฉพาะก็มี
สามารถค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
http://www1.si.mahidol.ac.th/division/siet/ คณะเทคโนโลยีการศึกษาแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
http://www.unigang.com/Article/1528
หรือที่คณะวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดลก็มีเปิดคอร์สสอนเป็นบางครั้งเช่นกัน
http://www.sc.mahidol.ac.th/scpl/SCI/

แนะนำตัวกันก่อนนะ ^^

สวัสดีขอรับ นักอ่านผู้แสวงหาความรู้ทุกท่าน
กระพ้ม วรัญญู อภิศักดิ์ศิริ หรือชื่อเรียกสั้นๆ ว่า รัน
เราเองเป็นคนนึงที่ชอบ ชีววิทยา เป็นส่วนตัว เพราะเวลาที่เราได้รับรู้ถึงสิ่งใหม่ๆ ได้ข้อมูลใหม่ๆ เราจะรู้สึก อู้หูวววววว อื้อหือออออออ (O.O) มันเป็นอย่างนี้จริงๆหรอ เป็นไปได้ยังไง ตื่นตาตื่นใจและรู้สึกตื่นเต้นกับความรู้ใหม่ๆเสมอ และเราก็เชื่อว่าหลายๆคนก็คงเป็นเหมือนเรา

แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่า!!!!! 
ความรู้ที่เราได้รับส่วนใหญ่มาจากห้องเรียน (=.=)
มันน่าเบื่อใช่ปะหละ พอน่าเบื่อ ก็ไม่เรียน พอไม่เรียนก็ไม่รู้เรื่อง พอเอามาอ่านก็ไม่จำ พอท่องจำก็ไม่เข้าใจ พอไม่เข้าใจก็ตก พอตกก็ไม่ชอบ พอไม่ชอบก็ไม่เรียน วุ้วววววว ประเสริฐหละงานนี้

แก้ยังไงดี??     (-.-)? (=.=)? (=..=)? 

เคยสังเกตมั้ยว่าเรื่องที่เราจดจำ หรือจำได้ จะเป็นเรื่องที่เราประทับใจ และเป็นเรื่องสั้นๆ อ่านไม่เยอะ
ให้มานั่งอ่านยืดยาว อ่านที 10-20 นาทีกว่าจะจบ ไปนั่งเล่นเกม กินขนมอร่อยๆ ยังมีความสุขกว่า จริงมะ

เพราะฉะนั้น เราจะเอาข้อนี้มาเป็นหลักยึดในการเรียนรู้กัน

ยังไงก็ขอฝากบล็อกนี้ไว้ด้วยนะขอรับ